วันนี้(14 ต.ค.) ประธานสภาผู้บริโภคได้เข้าพบ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เพื่อขอให้ สคบ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ สคบ.ว่าด้วยสัญญา พ.ศ.2543 โดยกำหนดให้บริการโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน ที่มีจำนวนร้อยละ 90 ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งประเทศ 58 ล้านคน
นายเริงชัย ตันสกุล ประธานสภาผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภคได้ทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นประชาชนพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน ยังถูกเอาเปรียบจากผู้ให้บริการหลายด้าน และเห็นว่ากฎหมายของ สคบ.สามารถเอาผิดกับผู้ให้บริการได้ทั้งทางแพ่งและอาญา คือ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งดีกว่าประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ที่มีอำนาจเพียงการบอกเลิกสัญญาผู้ประกอบการเท่านั้น
นายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา สคบ.กล่าวว่า ในทางปฏิบัติที่จะเห็นผลชัดเจนนั้น สภาผู้บริโภค ควรรวบรวมผู้ใช้โทรศัพท์ที่ถูกเอาเปรียบส่งให้ สคบ.ฟ้องผู้ให้บริการ เมื่อศาลตัดสินแล้วจะได้เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคอีก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องอย่างจริงจัง เนื่องจากสามารถที่จะไกล่เกลี่ยชดเชยความเสียหายได้
นายพิฆเนศ กล่าวต่อว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์ เคยเสนอให้ สคบ.ยกเลิกกฎหมายของสคบ. และให้ใช้ประกาศ กทช.แทน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน แต่ สคบ.ยังเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวให้อำนาจ สคบ.ฟ้องแทนผู้บริโภคได้ จึงยังใช้ต่อไป เพียงแต่การร้องเรียนในปัจจุบัน สามารถร้องผ่าน กทช.ได้ เนื่องจากประกาศของกทช.ไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น สัญญาการใช้โทรศัพท์ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2549 จึงยังมีกฎหมาย สคบ.คุ้มครองอยู่
Company Related Links :
สภาผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค


0 ความคิดเห็น:
Post a Comment