| ||
ผืนแผ่นดินไทยของเราโดยเฉพาะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่อาศัยของคนหลายชาติพันธุ์ที่เข้ามาอาศัยพึ่งใบบุญพระบรมโพธิสมภารของ พระมหากษัตริย์ไทยทั้งจีน มอญ แขก เขมร ญวน โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯให้ชาวญวนที่ติดตามกองทัพไทยเข้ามาเมื่อครั้งที่เจ้าพระยา บดินทร์เดชา สิงห์ สิงหเสนี ยกกองทัพไปทำสงครามเมื่อปี พ.ศ.2376 มาอยู่อาศัยในผืนแผ่นดินไทย
| โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านเรือนเป็น "ชุมชนญวน สามเสน" อยู่บริเวณวัดส้มเกลี้ยง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนคร(บริเวณสะพานกรุงธน)เหนือบ้านเขมร เพราะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกับชาวเขมร ที่เข้ามาอยู่อาศัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ | |||||
ต่อมาคริสตังที่สามเสนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยคับแคบลง จึงได้มีการสร้างวัดใหม่ด้วยอิฐมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 10 ปี เมื่อแล้วเสร็จได้ทำพิธีเสกอย่างสง่าในวันฉลองนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในปีพ .ศ.2410 | |||||
| |||||
อาคารหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบสมัยวิคตอเรียน ต่อมาได้ตกทอดเป็นมรดกในสกุลไกรฤกษ์และทายาทได้ขายให้เอกชน จนในที่สุดตกเป็นของรัฐบาล นอกจากนี้อาคารหลังนี้ยังเป็นอาคารอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานสำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 อีกด้วย | |||||
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าวัดวาอารามในพระนครมีมากแล้ว จึงควรสร้างสาธารณะประโยชน์อื่นบ้าง จึงทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินพร้อมคฤหาสน์ของพระสรรพการหิรัญ กิจ เพื่อสร้างเป็นสถานพยาบาล เมื่อดัดแปลงอาคารเดิมให้เป็นสถานพยาบาลแล้ว พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า "วชิระพยาบาล" และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเปิดโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย | |||||
วัดราชผาติการาม เป็นวัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในช่วงรัชกาลที่ 3 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินใกล้ๆกับวัดแห่งนี้ให้กับชาวญวน แต่ขณะนั้นที่วัดไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ชาวญวนที่มาสร้างชุมชนจึงได้รื้ออิฐของวัดส้มเกลี้ยงมาสร้างบ้านเรือนอยู่ อาศัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงให้สร้างวัดส้มเกลี้ยงขึ้นมาใหม่ และทรงพระราชทานนามว่า "วัดราชผาติการาม" พระอุโบสถเป็นรูปทรงศิลปะแบบจีนผสมญวน ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันปั้นปูนประดับกระเบื้องถ้วยชามแบบจีน ภายในพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อสุกเป็นพระประธาน ตามประวัติเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ พร้อมๆ กับพระเสริม ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม และพระไส ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดหนองคาย จึงมักเรียกหลวงพ่อสุกว่าพระเชียงแสนเวียงจันท์ ด้านหลังของพระอุโบสถมีพระพุทธจริยปางต่างๆ 10 ปาง เป็นพระพุทธรูป 3 องค์ 3 สมัย 4 อิริยาบถ 10 ปาง ในฐานเดียวกันคือ ประทับยืนสมัยสุโขทัย 5 ปาง ได้แก่ ปางประทับรอยพระพุทธบาท, ปางรำพึง, ปางห้ามญาติ, ปางถวายเนตร และปางอุ้มบาตร องค์ประทับนั่งสมัยเชียงแสน 3 ปางได้แก่ ปางนาคปรก, ปางสมาธิ และปางปาลิไลยก์ และปางไสยาสน์สมัยอู่ทอง 2 ปาง คือ ปางไสยาสน์ และปางพระเกศธาตุ | |||||
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2376 แต่เมื่อประมาณ พ.ศ.2478 ก็ได้ถูกไฟไหม้เสียหายเหลือเพียงศาลาการเปรียญไม้สัก ซึ่งบริเวณหน้าจั่วมีสัญลักษณ์รัชกาลที่ 3 แม้ปัจจุบันจะไม่เปิดใช้แล้วแต่ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็น โบราณสถานของชาติ เมื่อเข้าไปในวัดฉันเจอกับรูปปั้นหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ สีทองสวยงาม เนื่องจากเมื่อครั้งที่หลวงปู่ทวดเดินทางไปเล่าเรียนวิชาความรู้ที่พระ นครศรีอยุธยา ท่านได้มาแวะพักปักกลดที่บริเวณนี้ ซึ่งสมัยนั้นที่แห่งนี้น่าจะเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน โดยที่วัดแห่งนี้ก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเล จืดด้วยเช่นกัน | |||||
อีกหนึ่งวัดที่อยู่ไม่ไกลก็คือ "วัดโบสถ์สามเสน" ซึ่งก็เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกัน สิ่งที่โดดเด่นก็คือ โบสถ์อันเก่าแก่ ศิลปะสมัยอยุธยา ฐานโค้งสำเภา เมื่อเข้าไปภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลาย ผนังด้านหน้าเหนือประตูทางเข้าพระอุโบสถ เขียนภาพมารผจญ ผนังด้านข้างเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพทศชาติชาดก สวยงามมาก | |||||
จากวัดโบสถ์สามเสน ฉันเดินต่อไปยังสถานที่สุดท้ายที่หากมาเที่ยวย่านนี้แล้วต้องไม่พลาดแวะเวียนไปกราบไหว้ นั้นก็คือ "หลวงพ่อสามเสน" อันเปรียบเสมือนพระพุทธรูปประจำย่านสามเสนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลสามเสน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระปางห้ามสมุทร สมัยต้นรัตนโกสินทร์ แกะจากแก่นโพธิ์ | |||||
ซึ่งเรื่องราวก็คล้ายคลึงกับตำนานของย่านนี้ที่เล่ากันมาว่า ในสมัยก่อนมีพระพุทธรูป3 องค์ลอยน้ำมา เมื่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ลอยมาถึงตำบลหนึ่งก็แสดงองค์ ให้เห็น ประชาชนเกิดความศรัทธาจึงอาราธนาพระพุทธรูปทั้งสามขึ้นจากน้ำ ด้วยการพร้อมใจกันฉุดแต่ฉุดเท่าไรก็ไม่ขึ้น จนต้องเกณฑ์จำนวนคนมาช่วยกันฉุดถึงสามแสนคน พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ไม่ยอมขึ้นจากน้ำ ประชากรหมดหวังที่จะนำพระพุทธรูปทั้งสามขึ้นจากน้ำ จึงปล่อยให้ลอยน้ำต่อไปอีก เหตุการณ์นั้นจึงเป็นที่มาของชื่อตำบล "สามแสน" ต่อมามีการเรียกเพี้ยนจนกลายเป็น "สามเสน" เช่นปัจจุบัน |


0 ความคิดเห็น:
Post a Comment