Saturday, October 17, 2009

พรรคคอมมิวนิสต์จีนจ้าง “กูรู” ด้านสื่อมาช่วยงานประชาสัมพันธ์

Posted by new-soon - Filed under ,
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์www.atimes.com)

Beijing hires a media guru
By Cristian Segura
09/10/2009

พรรค คอมมิวนิสต์จีนกำลังพยายามปรับเปลี่ยนตนเองให้ทันสมัย สิ่งหนึ่งที่กระทำเพื่อการนี้ ก็คือการว่าจ้างผู้อ่านข่าวที่เคยมีชื่อเสียงมากในอดีต มาเป็นที่ปรึกษาระดับท็อปทางด้านสื่อของตน จากที่เคยเผชิญกับวิกฤตด้วยการปิดข่าวเงียบแล้วตามด้วยการออกข่าวซึ่งไม่ เป็นความจริง เวลานี้จึงต้องถือว่าปักกิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว ทั้งนี้พรรคอาจจะตระหนักแล้วว่าการที่จะเป็นผู้เล่นในระดับระหว่างประเทศ นั้น จำเป็นต้องแสดงออกให้เห็นถึงความโปร่งใสกันบ้าง

ปักกิ่ง – ต่งกวานเผิง (Dong Guanpeng) อดีตผู้ทำงานด้านข่าวสาร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงมากของสถานีโทรทัศน์ส่วน กลางของจีน (China Central Television หรือ CCTV) กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการตอบคำถามต่างๆ จากพวกผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงปักกิ่งในตอนบ่ายวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม ที่ผ่านพ้นมา เขาพูดจาในแบบที่ดูเป็นมิตรและใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เครื่องแต่งกายของเขาเป็นแบบสบายๆ แต่ภูมิฐาน เขายังคอยปล่อยมุกและทำสิ่งๆ ด้วยความสง่างาม คุณสมบัติต่างๆ ที่ปรากฏช่างเหมาะเหม็งสมบูรณ์แบบกับบทบาทด้านการประชาสัมพันธ์ที่เขากำลัง ทำอยู่ ทว่ากลับเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในองค์การที่เขาเป็นตัวแทน ซึ่งก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.)

ในปัจจุบันต่งเป็นที่ปรึกษาระดับสูงทางด้านการสื่อสารและนโยบายสื่อ ของรัฐบาลจีน เขายังสอนอยู่ที่สถาบันบริหารศาสตร์แห่งชาติ (National School of Administration) ของคณะรัฐมนตรี และเป็นผู้อำนวยการสถาบันวารสารศาสตร์โลก (Global Journalism Institute) ของมหาวิทยาลัยชิงหวา งานของเขาเป็นส่วนหนึ่งแห่งความพยายามของ พคจ.ที่จะทำให้ได้รับความสนับสนุนจากประชาชนอย่างแข็งขัน ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารของคริสต์ศตวรรษที่ 21

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศของจีน (The Foreign Correspondents Club of China หรือ FCCC)เป็นเจ้าภาพเชื้อเชิญต่งให้มาแสดงปาฐกถา และมันก็ช่างเป็นโอกาสอันผิดธรรมดาที่จะได้รับฟังการบอกเล่าถึงยุทธศาสตร์ การสื่อสารของ พคจ.จากคนที่ลงมือทำมากับมือ อันที่จริง FCCC แจ้งว่า หวังเหวิน (Wang Wen) บรรณาธิการ “โกลบอล ไทมส์” (Global Times) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของ พคจ.ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะมาพูดร่วมกับต่ง แต่แล้วในนาทีท้ายๆ หวังก็ขอถอนตัวโดยให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า เขาไม่ทราบมาก่อนว่าการพูดคราวนี้จะเป็นการพูดที่สามารถนำไปเสนอเป็นข่าวได้ อย่างเต็มที่

เมื่อปี 2003 ครั้งที่เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (severe acute respiratory syndrome หรือ SARS)) ระบาดนั้น พวกเจ้าหน้าที่ของ พคจ.ตอนแรกใช้ท่าทีปิดเงียบ แล้วต่อมาก็เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผิดๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่แท้จริงของโรคร้ายนี้ ท่าทีดังกล่าวทำให้ทั่วทั้งสังคมโกรธกริ้ว และในไม่ช้าก็มีการระบายความเดือดาลปรากฏขึ้นทางอินเทอร์เน็ต, ตามท้องถนน, และกระทั่งในสื่อของทางการด้วยซ้ำ ตามเอกสารของทางการจากช่วงเวลานั้นยืนยันให้เห็นว่า พคจ.เริ่มต้นการปรับปรุงปากเสียงสาธารณะของตนให้ทันสมัยในระหว่างที่เกิด วิกฤตโรคซาร์สนี้เอง

ทว่ายังมีอะไรอย่างอื่นอีกบังเกิดขึ้นในปี 2003 ซึ่งเร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านจิตสำนึก นั่นคือ การที่ปักกิ่งได้เป็นเจ้าภาพการพบปะหารือรอบแรกของการเจรจา 6 ฝ่ายว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ แล้วสื่อมวลชนระหว่างประเทศที่ติดตามรายงานข่าวการเจรจาต่างแสดงความไม่พอใจ อย่างยิ่ง ต่อการที่ทางผู้จัดการประชุมไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารอะไรเท่าที่ควรเอาเลย

“พวกเขาบอกว่าจีนซ่อนความลับเอาไว้ตั้งพะเรอเกวียน แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลย” ต่งบอก “มันไม่ได้มีอะไรมากมายที่จะต้องปิดบังหรอก ปัญหาอยู่ที่ว่าเรายังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องการสื่อสาร เพราะเรายังไม่เคยจัดงานแบบนี้มาก่อน” ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคราวนั้นเองทำให้ พคจ.มีความตระหนักขึ้นมาว่า การที่จะเป็นผู้เล่นในระดับระหว่างประเทศให้ดีนั้น จำเป็นจะต้องยินยอมให้มีความโปร่งใสกันบ้างกับพวกพันธมิตรของคุณ

พคจ.ในปัจจุบันใช้คำชี้แนะอันเข้มงวดมากำหนดแนวทางปฏิบัติหน้าที่ทาง ด้านการสื่อสารของพวกผู้นำรัฐบาลทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตามคำบอกเล่าของต่ง ผู้นำเหล่านี้กระทั่งถูกตรวจสอบติดตามว่าในแต่ละปีมีการแถลงข่าวเป็นจำนวน กี่ครั้ง ทั้งนี้ตัวต่งเองก็ช่วยเขียนคำชี้แนะพิเศษต่างๆ สำหรับให้เจ้าหน้าที่จีนปฏิบัติตามในเวลาเกิดสถานการณ์วิกฤต คำชี้แนะซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะบอกรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ สาธารณะทั้งหลายติดต่อเข้าถึงพวกนักข่าว “ให้รวดเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ และจัดหาข้อมูลข่าวสารอย่างอุดมสมบูรณ์เพียงพอตลอดจนปรับให้ทันสมัยอยู่ เรื่อยๆ แก่พวกเขา” การจัดการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน และการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน ควรถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกๆ “เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนักข่าวไปเสาะแสวงหาข่าวจากแหล่งอื่นๆ”

ยุคสมัยที่ พคจ.ปิดเงียบเมื่อเผชิญกับมติมหาชนนั้น กำลังถูกแทนที่ด้วยยุทธศาสตร์การสื่อสารชนิดมุ่งชิงเป็นฝ่ายกระทำอย่างเต็ม ที่ ระหว่างการพูดของต่งในรายการของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศคราวนี้ เขาได้เล่าเกร็ดเรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้เราเข้าใจถึง ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ กล่าวคือ ในปี 2005 ระหว่างที่เจ้าหน้าที่หลายคนในคณะผู้แทนจีนกำลังพำนักอยู่ในกรุงวอชิงตัน เพื่อเตรียมการสำหรับการเยือนสหรัฐฯครั้งแรกของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ได้มีการจัดการบรรยายสรุปแก่พวกนักข่าวอเมริกัน ครั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนผู้หนึ่งถูกถามว่า เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตแล้ว เขาคิดว่าเป็นเพราะอะไรจึงมี “ข่าวที่เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับประเทศจีนเป็นจำนวนมากเหลือเกิน” เผยแพร่อยู่ในสื่อสหรัฐฯเวลานี้ เขาก็ตอบว่า “เป็นเพราะในเวลานี้เราคือคนหนึ่งที่เขียนข่าวเหล่านี้ด้วย”

การมุ่งแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง และการวิพากษ์วิจารณ์ คือเรื่องอันตรายสำหรับสื่อมวลชนจีน พคจ.นั้นยินดีต้อนรับรายงานข่าวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งนักข่าว ท้องถิ่นสืบเสาะมาเผยแพร่ ทว่าต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าพวกเขาไม่ได้ก้าวข้าม “เส้นแห่งการไม่อาจหวนกลับคืนมาได้” (no-return line) ต่งบอกว่า “การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง ศาสตร์ของการรายงานข่าวคือต้องพยายามรักษาความถูกต้องชอบธรรม อันดับแรกเลยคือทำให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับรัฐบาลและต่อมาคือพรรค” ตัวอย่างที่โดดเด่นในเรื่องการบันยะบันยังในการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน จีนเช่นนี้ ได้รับการเปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่แล้วในนิตยสาร เดอะ นิวยอร์กเกอร์ โดยนิตยสารฉบับนี้ได้ตีพิมพ์บทความที่เป็นเรื่องราวของ หูซูลี่ (Hu Shuli) บรรณาธิการของนิตยสาร “ไฉจิง” (Caijing) อันเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีแนวทางเสรีและได้รับการยกย่องนับถือมากที่สุดฉบับ หนึ่งในประเทศจีน

ภายหลังจากสัมภาษณ์หู, พวกผู้ถือหุ้นของไฉจิง, และนักข่าวบางคนแล้ว ผู้เขียนบทความนี้ของนิวยอร์กเกอร์ก็บอกว่า คนเหล่านี้ต่างใช้ “ภาษาแบบฝ่ายค้านที่มีความจงรักภักดี” เพราะแทนที่จะชี้ออกมาอย่างไม่ลังเลถึงความผิดพลาดบกพร่องที่พวกเจ้าหน้าที่ รับผิดชอบได้กระทำลงไป ไฉจิงจะเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปในเรื่องนั้นเรื่องนี้

เวลานี้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางหลักในการโฆษณาชวนเชื่อของ พคจ. แต่มันก็เป็นภัยคุกคามต่อพรรคด้วยเช่นกัน ผู้คนพบว่าเว็บคือสถานที่อันมีเสรีที่สุดในการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา และเพราะสาเหตุนี้แหละ จึงมีเว็บไซต์จำนวนมากถูกบล็อกไม่ให้เข้าไปอ่านในประเทศจีน ในกรณีดังกล่าวนี้อย่างเรื่องของเว็บไซต์เครือข่ายสังคม “เฟซบุ๊ก” ต่งอธิบายว่าที่เว็บนี้ถูกห้ามไม่ให้เข้าไป ก็เนื่องจากพวกกลุ่ม “ก่อการร้าย” ชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ ใช้เว็บไซต์นี้เพื่อเผยแพร่ข่าวสารของพวกเขา และด้วยเหตุนี้ เฟซบุ๊กจึงถูกตีตราว่า “มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ”

กระนั้นอินเทอร์เน็ตก็ยังคงถูกพลเมืองธรรมดาสามัญใช้เป็นที่ประจาน กล่าวโทษในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของภาครัฐบาล กล่าวคือ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พคจ. และภาครัฐบาลจำนวนรวม 84 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งภายหลังเรื่องราวการประพฤติมิชอบของพวกเขาถูกเผยแพร่ทางออ นไลน์ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกฟ้องร้องโดยชาวเน็ตในปรากฏการณ์ที่มีชื่อ เรียกขานกันว่า “การไล่ล่าเนื้อมนุษย์” (human-flesh hunt) ปรากฏการณ์นี้เป็นที่นิยมชมชอบกันมากจนกระทั่งมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ใช้ ชื่อว่า “นักฆ่าผู้ล่องหน” (Invisible Killer) ซึ่งนำออกฉายเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของชายหญิงคู่หนึ่งที่เป็นชู้กัน แล้วถูกชาวเน็ตไล่ล่าด้วยข้ออ้างว่า ทั้งคู่สมควรที่จะถูกลงโทษจากการประพฤตินอกใจของพวกเขา

เซี่ยเสี่ยตง (Xie Xiadong) ผู้อำนวยการสร้าง “นักฆ่าผู้ล่องหน” กล่าวปกป้องภาพยนตร์เรื่องนี้ระหว่างการนำออกฉายรอบสื่อมวลชน โดยบอกว่าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุม “การตามรังควาญทางไซเบอร์” เช่นนี้ เพราะบ่อยครั้งที่คนบริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อ และข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาถูกนำมาเผยแพร่ทางออนไลน์ เซี่ยกล่าวว่ารัฐบาลก็กำลังพยายามหาทางจำกัดการตั้งศาลเตี้ยทางออนไลน์แบบ นี้ ทว่าเผชิญความยากลำบากมากมาย เนื่องจากกฎหมายจีนนั้นก่อนอื่นเลยก็ควรที่จะให้คำจำกัดความเรื่องสิทธิส่วน ตัวกันให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้

เมื่อกล่าวสำหรับ พคจ.แล้ว การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกำลังกลายเป็นมนตร์ขลังสำหรับพรรคไปแล้ว ในจำนวนเลขาธิการพรรคประจำ 31 มณฑลของจีน มีอยู่ 17 มณฑลที่ก่อนหน้านี้เคยทำงานในสำนักงานด้านข่าวสารข้อมูลของพรรค พวกผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารกำลังเข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงซึ่งแต่ไหนแต่ไร มาเคยสงวนไว้สำหรับพวกวิศวกร ต่งเชื่อว่าก้าวต่อไปคือสื่อมวลชนจีนจะได้รับการยอมรับนับถือในระดับระหว่าง ประเทศ เป็นต้นว่า ได้เห็นพวกสื่อมวลชนต่างประเทศอ้างอิงสถานีโทรทัศน์ส่วนกลางของจีน หรือหนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้า ในฐานะที่เป็นแหล่งข่าวอันน่าเชื่อถือ หลายๆ คนคงอยากจะโต้แย้งขึ้นมาว่า เรื่องนี้เห็นทีจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อสถานีโทรทัศน์ของจีนทุกๆ ช่อง, หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารทุกๆ ฉบับ ยังต้องส่งรายงานข่าวทุกๆ ชิ้นไปให้พวกเจ้าหน้าที่เซนเซอร์ตรวจสอบก่อน

แต่ต่งก็กล่าวแก้ว่า พวกสื่อมวลชนตะวันตกก็มีผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน เองเหมือนกัน เขาบอกว่ากุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้ต่างประเทศยอมรับนับถือ คือการที่นักข่าวจีนจะต้องมีความริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น และสร้างเวทีอันเหมาะสมขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข่าวเป็นภาษาต่างประเทศ

คริสเตียน เซกูรา เป็นผู้สื่อข่าวประจำปักกิ่งของ AVUI อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันในสเปน

0 ความคิดเห็น:

Post a Comment