Wednesday, October 21, 2009

ถามมา-ตอบไป กรณี “บท บก.มติชน” พาดพิง ASTVผู้จัดการ

Posted by new-soon - Filed under ,


ภาพจากมติชน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) ได้มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ร้านเบียร์หิมะ ย่านประชาชื่น

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ซึ่งเคยออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตำรวจที่สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ได้ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองอีกครั้งในบทนำที่ชื่อ “การเมืองใหม่ๆ-เก่าๆ” บทนำชิ้นนี้ นอกจากพาดพิงไปยังพรรคการเมืองใหม่แล้ว ยังพาดพิงมายังสื่อในเครือASTV และ ผู้จัดการ ด้วย

เนื้อหา บทนำมติชน ย่อหน้าที่ 1 ถามมา
ระหว่าง “ใหม่” กับ “เก่า” นั้น ไม่แน่เสมอไปว่า “ใหม่” จะดีกว่า “เก่า” เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งใหม่จะเกิดขึ้นโดยไม่หลงเหลือสิ่งเก่าอยู่เลย แม้การเปลี่ยนระบบการเมืองการปกครองซึ่งมีหลายรูปแบบ โดยคณะผู้ปกครองซึ่งมีอำนาจหวังว่าระบบใหม่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ รุ่งเรือง แต่เอาเข้าจริงก็ยังต้องอาศัยและอยู่กับระบบเก่า และที่สำคัญที่สุด ก็คือ “คน” ในสังคมนั้นจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ได้อย่าง ง่ายดายโดยไม่ขัดหรือแย้งกับวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิมได้จริงหรือ

ตอบไป
ถ้าการเปลี่ยนแปลง หรือ สิ่ง “ใหม่” เกิดขึ้นแทนที่ “เก่า” ไม่ได้ วันนี้โลกคนย่ำอยู่กับที่ ย้อนไปก่อนยุคประชาธิปไตยทางตรงแบบกรีก มนุษย์ก็ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ การเปลี่ยนแปลงที่ขัดหรือแย้งกับวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิมเกิดขึ้นไม่ได้ง่ายแน่ ... แต่โลกนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

ถ้าการเมืองใหม่บอกว่า จะจัดการการเมืองเก่าที่ฉ้อฉลและทุจริตคอร์รัปชัน จะทำให้เกิดผลเสียหรือผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ ถ้าเครือ ASTVผู้จัดการ จะสนับสนุนพรรคการเมืองที่จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันจะทำให้เกิดผลเสีย หรือผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ

บทนำมติชน ย่อหน้าที่ 2 ถามมา
การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ “พรรคการเมืองใหม่” ที่พัฒนามาจากองค์กรมวลชนในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” กำลังเป็นคำถามว่า สถานะของพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคชื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นของใหม่อย่างไร และแบบไหน ในเมื่อยังมีความผูกพันเป็น “เนื้อเดียว” กับกลุ่มพันธมิตรฯที่ใช้รูปแบบการเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาชน พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้การสำแดงของประชาชนผ่านการยื่นหนังสือ จัดอภิปราย ให้สัมภาษณ์ ชุมนุมปราศรัย เดินขบวน ประท้วง ใช้พลังพนักงานรัฐวิสาหกิจตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดการขนส่งทางเรือ ยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานสำคัญ ฯลฯ เพื่อสร้างความเดือดร้อน เสียหายกับส่วนรวมไปกดดันนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่พวกตนมองเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมให้ลาออก สิ่งเหล่านี้เคยเกิดมาแล้วและแกนนำพรรคการเมืองใหม่ ก็ประกาศว่าจะดำเนินการต่อสู้แบบนี้ต่อไป

ตอบไป
คำถามนี้คล้ายกับนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ ถามกลับว่า กระบวนการทางการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองในระบอบรัฐสภาไม่เกี่ยวข้องกัน ตรงไหน มีเหตุผลอะไรที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนามของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยจะเคลื่อนไหวต่อไปไม่ได้ ภายหลังการก่อกำเนิดของพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองพรรคนี้ก็ย่อมจะต้องดำเนินไปภายใต้กติกาพรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีบทตรวจสอบพรรคการเมืองที่เข้มข้นอยู่แล้ว ทำไม “มติชน” ไม่เคยตั้งคำถามระหว่าง พรรคเพื่อไทยกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ใช้ฐานเสียงของพรรคระดมมวลชนมาก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมืองมาแล้ว

บทนำมติชน ตอนที่ 3 ถามมา
นอกจากนี้ ยังมีความเกี่ยวเนื่องอย่างแยกกันไม่ออก ระหว่างพรรคการเมืองใหม่ กับสื่อมวลชนที่นายสนธิเป็นผู้ก่อตั้ง ได้แก่ เอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติในมาตรา 48 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ไม่ว่าในนามของตนเอง หรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียว กับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว ซึ่งนายสนธิ ยังไม่ได้เป็น ส.ส.ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่การเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมือง มีสถานะเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ซึ่งมีข้อต้องปฏิบัติมากมาย การเป็นพรรคการเมืองใหม่อย่างสมชื่อ ก็ควรที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมือง จะได้ปฏิบัติให้นักการเมืองทั่วไปได้เอาเยี่ยงอย่างตั้งแต่เตรียมตัวจะไป ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตอบไป
คำตอบนี้คล้ายกับย่อหน้าที่ 2 มติชนไม่รู้หรือว่า วันนี้เครือข่ายเสื้อแดงที่เป็น “เนื้อเดียว” กับพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของสื่อในมือมากมายมากกว่าเครือข่ายของพันธมิตรฯ ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม แต่ทำไม “มติชน” ไม่ เคยตั้งคำถาม ก่อนที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ แน่นอนเขาเป็นสื่อมวลชน ผู้ก่อตั้งเครือผู้จัดการและเอเอสทีวี ถามว่า “มติชน” จะให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ลบอดีตของตัวเองออกไปเช่นนั้นหรือ แล้วผิดตรงไหนที่สนธิเคยเป็นเจ้าของสื่อมาก่อน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคกิจสังคม ก็เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ถ้าเราจะพูดกันในเชิง “หลักการ” หวังว่า “มติชน” คงไม่ตอบโต้แค่ว่า เพราะยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายห้าม แน่นอนว่า กฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน แล้วมีกฎหมายข้อไหนห้ามว่า ห้ามอดีตเจ้าของ หรือ อดีตผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเข้ามาเล่นการเมือง?

บทนำมติชนย่อหน้าที่ 4 ถามมา
ที่สำคัญ ประเด็นที่ควรคำนึงไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือ สื่อมวลชนที่เลือกฝ่ายและเลือกอยู่ข้างองค์กรทางการเมืองและพรรคการเมืองของ ตนต้องระมัดระวังมิให้พรรคการเมืองอื่นๆ โต้แย้งว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อมวลชนเหล่านี้ เนื่องจากถูกเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นอย่างมีอคติและลำเอียง ด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางแนวคิด อุดมการณ์ทางการเมือง เพราะนั่นหมายถึงสื่อมวลชนกำลัง ละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งหากเกิดข้อพิพาทกันแล้ว ถ้าสื่อมวลชนนั้นสังกัดสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่เพิ่งก่อตั้งก็ควรที่องค์กรวิชาชีพที่ทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบกันเองจะ ได้นำมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วมีข้อสรุปที่ชัดเจนเพื่อถือเป็นแนวปฏิบัติ ต่อไป

ตอบไป
“มติชน” ต้องถามตัวเองก่อนขึ้นธรรมาสน์ยกตนข่มท่านเทศนาคนอื่นว่า ตัวเองได้นำเสนอข่าวอย่างมีอคติหรือลำเอียงหรือไม่ ตัวเองมีจรรยาบรรณและจริยธรรมที่เพียบพร้อมหรือไม่ ยกตัวอย่างล่าสุดในกรณีที่ นสพ.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ และ มติชนออนไลน์ ตัดตอนและบิดเบือนผลงานวิจัยของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ให้ร้ายแก่ ASTV เพื่อนร่วมอาชีพ (อ่านเพิ่มเติม : นศ.วปอ.ชี้ชัด “สื่อเครือมติชน” เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV) ถือเป็นการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างร้ายแรงหรือไม่ และ สมควรหรือไม่ที่องค์กรวิชาชีพสื่อจะต้องลงโทษ หรือ ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

ไม่นับกรณี หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2552 ที่รายงานข่าวโดยบิดเบือนผลกรุงเทพโพล เพียงเพื่อหวังจะสร้างกระแสให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรี (อ่านเพิ่มเติม : ผู้อ่านโวย! มติชนบิดผลโพล หวังไล่ “กษิต-สุเทพ”) หรือ แม้กระทั่งการที่ นายขรรค์ชัย บุนปาน ผู้บริหารระดับสูงของสื่อเครือมติชน ต้องจัดเลี้ยงแสดงความยินดีกับนักการเมืองที่เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง เกือบทุกคนที่วิ่งเข้าไปสวามิภักดิ์จนเกือบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ถามว่าการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการวางระยะที่เหมาะสมระหว่างสื่อกับนักการ เมืองหรือไม่?

เครือ ASTVผู้จัดการ ยอมรับกติกาภายใต้การควบคุมกันเองขององค์กรสื่อตลอดมา และไม่ใช่กิจการอะไรที่ “เครือมติชน” จะต้องเข้ามาก้าวก่าย มากกว่านั้นเราไม่เคยแสดงอะไรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อองค์การสื่อส่วนรวม แต่ถามว่า ระหว่างสื่อที่เปิดเผยและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนกับสื่อที่เป็นอีแอบและเห็น แก่อำนาจเงินและผลประโยชน์สังคมควรจะให้ราคาแก่ใคร

บทนำมติชนย่อหน้าที่ 5 ถามมา
เมื่อพันธมิตรฯตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งสื่อมวลชน ควรมองให้ไกลไปกว่ามวลชนเสื้อเหลือง เพราะโดยหลักแล้ว พรรคการเมืองต้องเป็นของมหาชน มีเจตจำนงอาสาเข้าไปใช้อำนาจรัฐแทนประชาชน ด้วยเหตุนี้ จะต้องไม่สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนทั้งประเทศซึ่งอาจมีหลากหลายสีสัน และความแตกต่างด้านความเห็นทางการเมือง ด้วยการปฏิบัติที่อ้างว่านี่คือสิ่งใหม่ แต่แท้จริงแล้วหาได้ใหม่สมชื่อใหม่ เพราะการกระทำก่อให้เกิดความลักลั่น ความได้เปรียบเสียเปรียบ กับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้มีองค์กรมวลชน ไม่มีสื่อมวลชนของตัวเอง ครั้นถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ก็จะใช้สื่อมวลชนของตนเองมาโจมตี ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง และสุดท้ายคำว่าใหม่ก็จะทำลายตัวเองจนพังครืนเพราะใหม่แต่เพียงชื่อ แต่พฤติกรรมยังเก่าอยู่นั่นเอง

ตอบไป
ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองใหม่ที่จะต้องตอบคำถาม แต่ในฐานะสื่อที่เฝ้าจับตามอง ถามว่า การที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง มีองค์กรมวลชนหรือฐานมวลชนรองรับนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตยตรงไหน? การที่มวลชนเสื้อเหลืองจะก่อตั้งพรรคการเมืองของตัวเองนั้นขัดกับหลักการ ประชาธิปไตยตรงไหน? หลังจากการก่อตั้งพรรคการเมืองภายใต้กรอบของกฎหมายแล้ว ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองใหม่ที่จะทำกิจกรรมต่างๆ และพิสูจน์ตัวว่า เป็นพรรคของมหาชนหรือมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

การที่ “มติชน” เทศนาว่า เมื่อพันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งสื่อมวลชน ควรมองให้ไกลไปกว่ามวลชนเสื้อเหลือง ไม่ผิดหรอกที่ “มติชน” พูดเช่นนั้น แน่นอนว่า พรรคการเมืองต้องเป็นของมหาชน แต่ “มติชน” เทศนาในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทำไมไม่รอให้พรรคการเมืองใหม่พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้าเช่นนั้นหากจะชี้แนะ “มติชน” ว่า การเป็นสื่อต้องมองให้ไกลกว่ามวลชนเสื้อแดงอย่างนี้จะดีไหม?

แน่นอนว่า การอยู่ในกติกาสังคมของ พรรคการเมืองใหม่ และ สนธิ ลิ้มทองกุล ย่อมจะต้องยอมรับการตรวจสอบจากสื่อและประชาสังคมอยู่แล้ว ไม่นับรวมกับพันธมิตรฯ ทั้งมวลที่ย่อมเป็นผู้ที่ตรวจสอบบุคคลและพรรคการเมืองภายใต้การชี้นำของพวก เขาอย่างเข้มงวด เพราะฉะนั้น การที่ “มติชน” ระบุว่า “การกระทำก่อให้เกิดความลักลั่น ความได้เปรียบเสียเปรียบ กับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้มีองค์กรมวลชน ไม่มีสื่อมวลชนของตัวเอง” นั้น เป็นความผิดของใคร ถ้าบอกว่าเป็นความผิดของพรรคการเมืองใหม่ที่มีฐานมวลชนรองรับจะไม่เป็นข้อ กล่าวหาที่ตลกและไร้เดียงสาหรือ


วัน จันทร์ที่ 16 มีนาคม 2552 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ลงโฆษณาให้สถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นของกลุ่มคนเสื้อแดง เชิญชวนผู้คนให้ฟัง ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน ปาฐกถาสั่งสอนประเทศไทย






นาย ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บมจ.มติชน มอบของที่ระลึกให้ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิทักษ์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ในงาน "68 ปี อาชีวะไทย ก้าวไกลสู่อนาคต" เมื่อ 22 ส.ค. 2552



นาย วิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข และนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บมจ.มติชน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน "มติชน เฮลท์แคร์ ...ดูแลสุขภาพ" สู้ภัยไข้หวัด 2009 จัดขึ้นระหว่าง 16-19 ก.ค. 52 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์








พินิจ จารุสมบัติ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนนำคณะของสมาคมนักธุรกิจยอด เยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกจำนวน 15 คนเข้าพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้บริหารเครือมติชน โดยมีขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบมจ.มติชนพร้อมผู้บริหารให้การต้อนรับ ที่อาคารมติชน เมื่อวันที่ 24ก.ค.2552



นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นำกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี เนื่องในวันครบรอบวันเกิดขึ้นปีที่ 32 หนังสือพิมพ์มติชน มอบให้กับ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 ที่บริเวณชั้น 1 อาคารมติชน



เมื่อ วันที่ 11 มิถุนายน 2552 แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินนำโดย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ "เอ็มไอซีที สร้างคน สร้างชาติ" ณ ห้องเอ็มซีซี ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จ.นครราชสีมา



นาย ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานข่าวสด-มติชน ร่วมกับรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อแผ่นดิน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม และร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เปิดมหกรรมอาหารปลอดภัย สู้ภัยเศรษฐกิจ จัดโดย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ในเครือมติชน ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.52



นพ.พฤฒิ ชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา และนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บมจ.มติชน เยี่ยมชมนิทรรศการในงาน "เอ็มไอซีที สร้างคน สร้างชาติ" ที่ห้องเอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ นครราชสีมา มี น.ส.ปานบัว บุนปาน หัวหน้าสำนักประธานกรรมการ บมจ.มติชน ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2552



ขรรค์ ชัย บุนปาน ประธานมติชน พร้อมด้วย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรมต.หลายกระทรวง เยี่ยมชมบู๊ธในงาน “พลังงาน กู้วิกฤตไทย” ที่สยามพารากอน สมศักดิ์ จิตติพลังศรี ประธานบริษัท ซัยโจเดนกิ ต้อนรับ

0 ความคิดเห็น:

Post a Comment